ก่อนรีโนเวทบ้านต้องเตรียมบ้านอย่างไร

ก่อนรีโนเวทบ้านต้องเตรียมบ้านอย่างไร เมื่อคุณมีความคิดที่จะรีโนเวทบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมส่วนที่ทรุดโทรม ปรับปรุงทั้งหลัง หรือปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนดีไซน์เพื่อบรรยากาศใหม่ๆ หรือเพิ่มฟังก์ชันใช้งาน จะโปรเจคใหญ่หรือเล็กก็ล้วนต้องอาศัยการวางแผนอย่างดี รวมทั้งใช้เงินและเวลาจนอาจสร้างความเครียดให้เราได้ทั้งนั้น

และถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมือรีโนเวทบ้านอย่างไรดี และควรทำอย่างไรให้ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และประหยัดเรื่องปวดหัวได้มากที่สุด วิธีเริ่มต้นที่ดีที่สุด คือ การตรวจสอบบ้านตามเช็คลิสต์ เพราะการใช้เช็คลิสต์เพื่อเริ่มต้น จะทำให้เราวางแผนการใช้เงินในการปรับปรุงบ้านได้อย่างชาญฉลาด และดำเนินการในขั้นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดมิเนียม หรืออาคารต่าง ๆ หากอยู่ไปนาน ๆ ย่อมมีการเสื่อมโทรม เก่าลงเป็นเรื่องธรรมดา หรือถึงแม้จะไม่ได้ทรุดโทรม แต่ความต้องการพื้นที่ใช้สอยเปลี่ยนไป หรือต้องการปรับเปลี่ยนให้มันยุคทันสมัยเพื่อสร้างความน่าอยู่ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรีโนเวทบ้าน โดยเฉพาะคนที่ซื้อบ้านมือสองแทนการซื้อบ้านหลังใหม่ ก็ยิ่งต้องอยากปรับบ้านให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้มากที่สุด การรีโนเวทบ้านนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย หากขาดการวางแผนที่ดี งบประมาณอาจจะบานปลายได้ง่าย ๆ ดีไม่ดีจะได้บ้านออกมาไม่ถูกใจ วันนี้จึงมีคำแนะนำดี ๆ ในการเตรียมตัวก่อนรีโนเวทบ้าน

1. ตีโจทย์ให้แตก

ขึ้นชื่อว่าการรีโนเวทบ้าน ไม่ใช่ว่าจะปรับปรุงอะไรได้ตามใจนึก การปรับปรุงหรือต่อเติมอาคารให้ตรงตามความต้องการนั้น ความสำคัญอยู่ที่การวางแผนในการรีโนเวทบ้านให้ชัดเจนว่าต้องการทำอะไรกันแน่ ต้องการสไตล์แบบไหน ประโยชน์ในพื้นที่ใช้สอยอย่างไร หลัก ๆ เลยบ้านจะมีทำเลและสภาพแวดล้อมเดิมอยู่ก่อนแล้ว จะปรับปรุงส่วนไหนบ้าง ภายนอก-ภายใน ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัด เช่น ต้องการรีโนเวทเพื่อเป็นออฟฟิศ เป็นร้านค้า หรือรีโนเวทเพื่อการอยู่อาศัย ซ่อมแซมบางส่วนที่เสียหาย หรือต้องการขยับขยายพื้นที่ใหม่ ๆ เพราะมีสมาชิกในบ้านเพิ่มมากขึ้น การตีโจทย์รีโนเวทให้ชัดเจนก่อนลงมือทำจริง ๆ จะส่งผลไปยังขั้นตอนอื่น ๆ รวมถึงงบประมาณด้วย

2. สำรวจพื้นที่

หลังจากตีโจทย์ความต้องการให้ชัดเจนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการสำรวจพื้นที่จริงอย่างละเอียด ตรวจสอบสภาพและกำหนดแนวทางการปรับปรุงบ้าน มีส่วนไหนที่ยังใช้งานได้ดี มีส่วนไหนที่เสียหายต้องซ่อมแซม ควรทำเช็กลิสต์แยกไว้แต่ละจุด แต่ละพื้นที่ รวมถึงการแบ่งประเภทงานรีโนเวทบ้าน เช่น งานโครงสร้าง พื้นที่รอบนอก ระบบไฟฟ้า ประปา ฯลฯ เพราะแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง หากต้องการรีโนเวทห้องน้ำที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี ควรต้องตรวจสอบสภาพพื้นว่า มีความเสียหายจากการรั่วซึมหรือไม่ ท่อฝังผนังยังดีอยู่หรือไม่ ต้องรื้อใหม่ทั้งหมด หรือแค่ปรับปรุงบางส่วน สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังอยู่ในสภาพปกติหรือไม่ หากเป็นพื้นที่ที่ต้องการรีโนเวทบ้าน ก็ต้องดูทั้งโครงสร้าง หลังคา พื้นบ้าน เพราะการรีโนเวทที่กระทบโครงสร้าง อาจส่งผลกระทบไปถึงอาคารทั้งหลังได้

3. กำหนดขอบเขตการรีโนเวท

แน่นอนว่าการรีโนเวทบ้านต้องมีไอเดียหรือสไตล์ที่ชอบไว้ในใจอยู่แล้ว ดังนั้น การรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ รวมไปถึงรูปแบบบ้านที่ชอบ หรือการตกแต่งที่ประทับใจ มารวมกันไว้ในที่เดียว จะทำให้สามารถกำหนดขอบเขตได้ง่าย เรียกว่าจินตนาการบ้านในฝันจะได้ไม่ตกหล่นสูญหายไปไหน เพราะหากไม่นำไอเดียทั้งหมดมารวมกัน อาจทำให้หลงลืมรายละเอียดบางจุดไปได้ การกำหนดขอบเขตงานจึงสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น ที่สำคัญวิธีการในการปรับปรุงซ่อมแซมแต่ละส่วน รวมไปถึงวัสดุที่ต้องการใช้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องรวบรวมไว้ เพราะเมื่อต้องปรึกษาช่าง หรือสถาปนิก จำเป็นต้องบอกสิ่งที่ต้องการให้ครอบคลุมทั้งหมด หากมาค่อย ๆ ทยอยบอกไปเรื่อย ๆ รับรองว่าจะพบกับความยุ่งยาก และงบประมาณที่บานปลายอย่างแน่นอน

4. จัดเตรียมงบประมาณ

ที่จริงแล้วงบประมาณในการรีโนเวทบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะหากงบไม่พอกับที่คิดการใหญ่เอาไว้ ก็อาจจะทำไม่ได้ อย่าลืมว่าถ้าจัดสัดส่วนไม่ดี ไม่เรียงลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายให้ชัด งบประมาณจะบานปลายอย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่แค่งบในการรีโนเวทแบบเฉพาะหน้า เช่น ค่าแรง ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าดำเนินการต่าง ๆ เท่านั้น ยังต้องเผื่อไว้สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อสภาพคล่องต่าง ๆ เช่น ค่าออกแบบ ค่าวางระบบต่าง ๆ ค่าดำเนินการขออนุญาต ค่าสถาปนิก ฯลฯ ซึ่งงบประมาณนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณงาน และขอบเขตที่คุณกำหนดเอาไว้ในการรีโนเวทบ้าน ยิ่งมีงบจำกัด ยิ่งต้องวางลำดับความสำคัญในการปรับปรุงบ้านเป็นส่วน ๆ ตามเช็กลิสต์ที่ได้ทำไว้ก่อน

5. เลือกวิธีรีโนเวทบ้าน

การปรับปรุงพื้นที่บ้านบางส่วน หรือบ้านทั้งหลัง มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เมื่อทุกอย่างได้ถูกเตรียมการไว้พร้อมแล้ว ก็มาถึงวิธีการรีโนเวท ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 แนวทางคือ ใช้ผู้ออกแบบและผู้รับเหมาแยกกันคนละเจ้า เพื่อการรีโนเวทอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบและปรับปรุงแบบให้ตรงตามความต้องการได้ สถาปนิกผู้ออกแบบจะมีส่วนร่วมให้คำปรึกษาแนวทางในการปรับปรุงบ้าน ร่วมตรวจงานผู้รับเหมาในระหว่างก่อสร้างกับเจ้าของบ้านด้วย หรืออาจจะเลือกใช้ผู้ออกแบบและผู้รับเหมารายเดียวกันไปเลย วิธีนี้จะค่อนข้างสะดวก เพราะจะมีผู้ประสานงานเพียงคนเดียว ตั้งแต่เริ่มวางแผนจนรีโนเวทบ้านเสร็จ แนวทางแบบที่ 2 นี้จะควบคุมเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้ดีกว่าแบบแรก

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าการรีโนเวทบ้าน จำเป็นต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ หากทำไป เติมไป แก้ไป รับรองว่าคุมงบประมาณไม่อยู่อย่างแน่นอน ดังนั้น 5 วิธีในการเตรียมตัวก่อนรีโนเวทบ้าน จะช่วยให้การปรับปรุงตกแต่งบ้านได้ผลดี อย่าลืมว่าการรีโนเวทนั้นไม่จำเป็นต้องรื้อใหม่ทั้งหมด หากวางแผนดี ๆ สามารถปรับพื้นที่เดิมให้สวยงามตามที่ต้องการได้ไม่ยาก

ช่วยแชร์ต่อด้วยนะ